ประกาศโพยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัล"ศิลปาธร"
ประจำปี 2550 ซึ่งจัดโดยสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนศิลปินร่วมสมัยรุ่นกลางที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปีโดยประมาณ และสร้างสรรค์ผลงานมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนปีนี้คณะกรรมการทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ได้คัดสรรศิลปินที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จนได้ชื่อมาจำนวนทั้งสิ้น7 ราย ใน 5 สาขา ไล่ตั้งแต่ สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่ พินรีสัณฑ์พิทักษ์ วสันต์ สิทธิเขตต์ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช สาขาวรรณศิลป์ได้แก่ ศิริวรแก้วกาญจน์ สาขาคีตศิลป์ได้แก่ ณรงค์ปรางค์เจริญ สาขาศิลปะการแสดงได้แก่ นิมิตรพิพิธกุล และ สาขาภาพยนตร์ ได้แก่ ธัญสกพันสิทธิวรกุล โดยศิลปินศิลปาธรจะได้รับเข็มกลัดศิลปาธรมูลค่า1 หมื่นบาท และเงินรางวัลอีก 1 แสนบาทด้วยกัน
ด้วยความที่ในปีนี้มีศิลปินมากหน้ากว่าปีที่ผ่านๆมา โดยเพิ่มเติมจากศิลปิน 5 ท่าน 5 สาขา เป็น 8 ท่าน 5 สาขา ความหลากหลายจึงเพิ่มมากขึ้นด้วย เราจึงมีโอกาสได้เห็นรางวัลกระจายสู่ศิลปินหญิงผู้วิเคราะห์และบำบัดตนเองและผู้ชมผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างพินรี หรือศิลปินผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสผู้มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างธัญสก รวมทั้งศินปินที่คลุกคลีวิพากษ์การเมืองอย่าง วสันต์ ศิลปินผู้กำลังรอลุ้นรางวัลซีไรต์อย่าง ศิริวร เป็นต้น
เริ่มที่ผลงานของศิลปินในสาขาแรกพินรีสัณฑ์พิทักษ์ ผู้มีผลงานอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2550 เรื่อยมาทั้งในและนอกประเทศ มีผลงานสะสมในพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ และส่วนบุคคล เธอให้ความสำคัญกับการท้าทายจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกจากทั้งผู้ชมงานและตัวเธอผ่านรูปทรงสัญลักษณ์ทางกายภาพของผู้หญิง คือ นม ไม่ว่าจะเป็นผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม หรืองานศิลปะแบบจัดวาง ซึ่งเธอบอกว่าสะท้อนประสบการณ์งานศิลป์ออกมาในฐานะคนเป็นแม่ด้วย
ขณะที่วสันต์สิทธิเขตต์ มีเอกลักษณ์ด้วยการสร้างผลงานแนววิพากษ์วิจารณ์ชีวิตสังคม ทั้งในรูปแบบจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม บทกวี เพอร์ฟอร์มานซ์ ฯลฯ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศิลปินเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อม และยังเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง นอกจากรางวัลทางด้านศิลปะต่างๆ แล้ว เขายังได้รับรางวัลกวีโลก จากสภากวีโลกเมื่อปี 2531 รางวัลศิลปินเพื่อสันติภาพและความเป็นธรรม (มนัส เศียรสิงห์ "แดง") ปี 2544 อีกด้วย
ด้านฤกษ์ฤทธิ์ตีระวนิช เป็นศิลปินคอนเซ็ปชวลที่สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลก สนใจการทำงานศิลปะที่เกี่ยวกับเวลา ฤกษ์ฤทธิ์ แสดงผลงานศิลปะเดี่ยวและกลุ่มมาแล้วหลายแห่งทั่วโลก เป็นภัณฑารักษ์ร่วมในเทศกาลศิลปะนานาชาติเวนิส เบียนนาเล ในปัจจุบันอาศัยและทำงานสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก เคยได้รับรางวัลระดับอินเตอร์มามากมายหลายเวที ล่าสุดคือรางวัล ฮิวโก บอส ไพรซ์ เมื่อปี 2547 จากสหรัฐอเมริกา
ส่วนสาขาถัดมาศิริวรแก้วกาญจน์ นักเขียนคลื่นลูกใหม่แนวสังคมการเมือง เริ่มต้นเขียนหนังสืออย่างจริงจังหลังลาออกจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีผลงานมาแล้ว 10 เล่ม ทั้งบทกวี ความเรียง เรื่องสั้น เคยได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี 2547 จากรวมเรื่องสั้น เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำประเทศไทย 3 ปีติดต่อกัน
ส่วนณรงค์ปรางค์เจริญ นักประพันธ์เพลงผู้สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้แก่ประเทศโดยที่ได้รับรางวัลการประกวดการประพันธ์เพลงที่สำคัญในระดับนานาชาติหลายรางวัล เช่น เซคเคิน ไพรซ์ รางวัลโทรุ ทาเคมิตสุ โตเกียว โอเปร่า ซิตี้ คัลเจอรัล ฟาวเดชั่น 2547 ชนะเลิศรางวัลแปซิฟิก ซิมโฟนี สหรัฐอเมริกา 2548 ชนะเลิศรางวัลเอซีแอล โยชิโร อิริโนะ เมโมเรียล ไพรซ์ เอเชียน คอมโพสเซอร์ลีก 2548 และยังมีจุดหมายในการผลักดันการศึกษาทางด้านการประพันธ์เพลงให้แก่เยาวชนไทย โดยริเริ่มจัดตั้งโครงการไทยแลนด์ คอมโพสซิชั่น เฟสติวัล ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา
ขณะที่นิมิตรพิพิธกุล นักการละครผู้รณรงค์ส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรม มีผลงานการแสดง เขียนบท และกำกับการแสดงละครมากว่า 20 ปีร่วมกับคณะละครทั้งพระจันทร์เสี้ยวการละคอน กลุ่มละครมะขามป้อม ได้รับรางวัลศิลปินแห่งละครเวทีสาขากำกับการแสดง ปี 2540 จากภัทราวดีเธียเตอร์ และยังเคยได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิญี่ปุ่นให้เป็นตัวแทนผู้กำกับการแสดงละครเวทีฝ่ายไทย นำทีมนักแสดงละครเวทีไทยไปทำงานร่วมกับผู้กำกับที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น จนคว้ารางวัลละครเวทียอดเยี่ยมแห่งปี ณ ประเทศญี่ปุ่น ติดต่อกันมาสองสมัย
ปิดท้ายที่ธัญสกพันสิทธิวรกุล ผู้กำกับภาพยนตร์นอกระแสทั้งภาพยนตร์สั้นและยาวผลงานที่สร้างชื่อเสียง คือ แฮปปี้ เบอร์รี่ : สวรรค์สุดเอื้อม (2546) ได้รับรางวัลแกรนด์ไพรซ์ อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวัน ครั้งที่ 4 ปี 2547 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว รวมทั้งภาพยนตร์เรื่อง ศาลาคนเศร้า ยังไปคว้ารางวัลสูงสุดจากโครงการทริปเปิ้ลพีในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมก่อตั้งกลุ่มคนทำหนังไทยอิสระ เพื่อสร้างเครือข่ายในกลุ่มคนทำหนังนอกกระแส พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเรื่องความรู้ งบประมาณ และการเผยแพร่ในเทศกาลหนังต่างๆ
ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินแต่ละชุดนั้นถือได้ว่าเคี่ยวมาก และยังมีมาตรฐานในการตัดสินในแต่ละสาขานั้นไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่ของการมอง การตีโจทย์ การประเมิน ถึงแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันก็เปิดให้ผู้ที่เชี่ยวชาญสาขาอื่นร่วมตัดสินด้วย เพื่อเป็นการมองรอบด้าน หลายมิติ ส่วนในอนาคตจะขยายการมอบรางวัลให้ศิลปินเป็น 9 สาขาหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลา ซึ่งจะมีการแถลงข่าวรายละเอียดรางวัลในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ณหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
นับเป็นความหลากหลายของรางวัลที่น่าจับตามองอีกปีหนึ่ง
|