0 Items

สุดยอดนักแต่งเพลงคนไทย ณรงค์ ปรางเจริญ เพราะ "จินตนาการ" สำคัญกว่าทุกสิ่ง

July 18, 2008

ถ้า "บัณฑิต อึ้งรังษี" ในฐานะคอนดักเตอร์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านักดนตรีต่างชาติเกือบ 30 คน เป็นภาพของความสำเร็จ ซึ่งมาจากการ "ไม่เชื่อว่าคนไทยมีข้อจำกัด" "ณรงค์ ปรางเจริญ" นักแต่งเพลงคอมโพสเซอร์ดนตรีคลาสสิคคนไทย ซึ่งคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาหลายครั้งหลายหน โดยล่าสุดคือรางวัล Internationnal Annapolis Charter 300 Young Composer Competition ก็บอกว่า สิ่งที่เขาประกาศผ่านงานดนตรีคือ "จินตนาการของคนไทยชนะได้ทุกอย่าง"

ณรงค์นั้นเคยได้รางวัล Alexander Zemlinsky International Composition Competition Prize รางวัล ACL Yoshiro Irino Memorial Composition Award ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นศิลปินไทยที่ได้รางวัลศิลปาธร ปี 2550 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างผลงานเป็นที่น่าจับตา หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นรางวัลศิลปินแห่งชาติรุ่นเล็กก็ไม่ผิด

ส่วนรางวัล Internationnal Annapolis Charter 300 Young Composer Competition "ล่าสุด" ที่ได้มานั้นคือรางวัลจากการแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบก่อตั้งเมืองอันนาโปลิสครบ 300 ปี

ในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน ณรงค์บอกว่าเขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ต้องชิงชัยกับชาวอเมริกันอีก 3 คน ที่รู้จักเมืองอันนาโปลิสเป็นอย่างดี ขณะที่เขาเป็นคนไทยซึ่งไม่เคยไปอันนาโปลิส ไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์อะไรของอันนาโปลิสเท่ากับคอมโพสเซอร์อเมริกันทั้ง 3 คนด้วยซ้ำ

"ผมรู้ว่าเขาคงจะทำเพลงเล่าเรื่องราวของอันนาโปลิส ซึ่งผมสู้ไม่ได้อยู่แล้ว ก็เลยบอกว่าผมจะแต่งเพลงเป็นของขวัญจากเมืองไทยให้อเมริกา จากกรุงเทพฯให้อันนาโปลิส ทุกคนก็แฮปปี้"

ณรงค์บอกว่า จากประสบการณ์ของเขา งานประกวดก็เหมือนการแข่งกีฬา ที่ต้องเสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยของตัวเอง และการเลือกที่จะไม่แต่งเพลงเล่าเรื่องอันนาโปลิสเลย ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาชนะ หากเป็นเพราะดนตรีไทยต่างหาก

ณรงค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาเพลงไทยเดิมที่ใช้ในคราวฉลองครบรอบ 200 ปีกรุงเทพมหานคร เพลงที่ใช้ในงานมงคล และเพลงที่ใช้ในการเฉลิมฉลองต่างๆ แล้วตัดสินใจเลือกเพลง "สาธุการ" ซึ่งคนไทยนิยมใช้ในงานมงคลและงานเฉลิมฉลองต่างๆ มาวิเคราะห์ แล้วแต่งออกมาใหม่ในแบบของตัวเอง

"ถ้าเอามาใช้เลยมันขาดความเป็นศิลปะไปหน่อย เหมือนบางคนจะวาดภาพเหมือนทะเล แต่บางคนวาดอะไรๆ ที่รู้สึกกับทะเล งานผมก็เป็นแบบนั้น ผมไม่ชอบเอาทำนองเพลงไทยเดิมมาใช้เลย เพราะดนตรีไทยเป็นวัฒนธรรม มันควรต้องอยู่ของมันแบบนั้น มีคุณค่าแบบที่มันเป็น คนอาจจะเห็นคุณค่าของมันน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคุณค่า ผมเลยรู้สึกว่าผมจะเก็บและให้ความเคารพ เหมือนที่โบราณห้ามไว้ แต่จะเอาความรู้สึกและกลวิธีจากเพลงนั้นๆ มาแต่งเพลงใหม่"

ณรงค์ยังว่าเพลงไทยเป็นเพลง "ภาษา" ซึ่งหมายถึงการนำไอเดียจากเพลงของชาติอื่นมาแต่งเป็นเพลงใหม่โดยใส่ชื่อนำหน้าไว้ว่ามาจากเพลงชาติอะไร เช่น ลาวดวงเดือน เขมรไล่ควาย แขกบรเทศ ฯลฯ แต่ต่อให้คนชาตินั้นๆ มาฟังหลังแต่งใหม่เสร็จแล้ว ทุกคนก็มักลงความเห็นเหมือนกันว่า นั่นเป็นเพลงไทยอยู่

"นี่เองที่ทำให้ณรงค์บอกว่าสิ่งที่เขาทำคือการแต่งเพลงคลาสสิค "ภาษาไทย" โดยเขาแค่ดำเนินตามขนบเพลงไทยเดิมในดนตรีคลาสสิค ซึ่งแม้จะดูใหม่มากในสายตาคนทั่วไป แต่ก็ต่อยอดมาจากของเก่าล้วนๆ"

"การเป็นนักแต่งเพลงนี่เสียงเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องมีเสียงของตัวเองที่คนฟังแล้วจะรู้ว่าเป็นเรา เหมือนดูรูปโมเน่ต์ หรือแวนโก๊ะ นั่นคือเราต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง"

ณรงค์บอกว่า ปัญหาที่สำคัญของนักแต่งเพลงไทยตอนนี้ คือการไม่มีเสียงเป็นของตัวเอง เพราะหลายคนสร้างเพลงจากอิทธิพลตะวันตก ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพียงแต่การตามเทรนด์ดนตรีตะวันตกเป็นเรื่องยากสำหรับคนเอเชีย ซึ่งปัจจุบันที่ทำกันอยู่ฝรั่งทำมา 40-50 ปีแล้ว

"สิ่งที่ผมทำในฐานะนักแต่งเพลงคือเลิกสนใจ แล้วกลับมาคิดถึงตัวเอง เพราะเราไม่อยากเป็นเหมือนคนอื่น ซึ่งมันไม่มีวันเหนือกว่าเขา แล้วการไปหาตัวเองจากการศึกษางานของคนอื่นมันก็เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราคิดคือความรู้สึกตัวเอง เรานั่งรออะไรได้เท่าไหร่ ฟังดนตรีซ้ำได้เท่าไหร่ ผมโตมามีพ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนไทย ฟังทั้งเพลงจีน และเพลงไทย นำมาผสมเป็นตัวเอง"

ถ้าถามว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลายมาเป็นนักแต่งเพลง ณรงค์ตอบว่า เขาเริ่มต้นจากการอยากเป็นนักเปียโนและฝึกซ้อมอย่างหนักมาก่อน

"วันหนึ่งผมรู้สึกตัวว่าใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ไม่ได้ ก็พยายามดูว่าอะไรที่ทำได้จนตาย แล้วยังมีความสุข อะไรที่เราอยู่ได้โดยไม่เบื่อ ก็มีการแต่งเพลงนี่แหละ ก็เลยมุ่งไปทำอะไรที่ชอบ ตอนนั้นทุกคนสงสัย ไม่มีใครรู้ว่าเขียนเพลงได้กี่บาท แต่ตอนนี้เลิกถาม เพราะรู้แล้วว่าผมเขียนเพลงเพลงหนึ่งได้แพงมาก"

"ถ้าถามว่าอะไรทำให้เขาประสบความสำเร็จ ณรงค์บอกว่า อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ความคิดแรกในหัวว่าอยากเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งที่สุดในโลก เมื่อคิดได้ก็มุ่งไปทางนั้น"

ข้อดีของความคิดแบบนี้ที่ณรงค์บอก คือคิดใหญ่ไว้ก่อน แม้ท้ายสุดจะประสบผลสำเร็จไม่เต็มแบบที่คิดไว้ แต่ก็น่าจะได้มากกว่าการคิดเล็กๆ อย่างการเป็นนักแต่งเพลงที่สุดในกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย

คิดให้ใหญ่แล้วปล่อยให้จินตนาการนำทางไป เขาว่า

"ดนตรีคลาสสิคมันเป็นเรื่องของจินตนาการ เราเห็นน้ำทะเลจากการฟังเพลง ถึงไม่มีคนบอก เราอาจจะไม่ต้องรู้เรื่องราว แต่เรารู้สึกถึงมัน รู้ว่าตรงนี้เขารบกัน อาจจะคิดเว่อร์ๆ ว่าเราสร้างตึกหุ่นยนต์ที่เดินหนีได้เวลาน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว คิดได้ แต่สร้างได้ไหมเป็นคนละเรื่อง"

"คนทั่วไปคิดว่าการแต่งเพลงต้องรู้เรื่องทฤษฎีให้เรียบร้อย แต่ว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่ ผมว่าจินตนาการสำคัญกว่าเทคนิค เทคนิคทำให้งานเราดี ใช่ แต่ไม่จำเป็น เหมือนเด็กวาดรูป เราดูจะรู้ว่ามันมีไอเดียอะไรดีๆ"

"หลังจากพายุนาร์กีส ผมเห็นเด็กพม่าคนหนึ่งวาดรูปนาฬิกาแทนที่จะวาดบ้าน วาดดวงอาทิตย์เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ก็เพราะนั่นเป็นเวลาสุดท้ายที่เขาเห็นพ่อแม่ก่อนทั้ง 2 จะตายเพราะพายุ ถามว่าความสวยงามมันอยู่ที่ไหน? มันไม่ได้อยู่ที่นาฬิกาว่าเขาวาดสวยแค่ไหน ใช้เทคนิคอะไร แต่คุณค่าคือความทรงจำของเด็กในเหตุการณ์ต่างหาก นั่นเป็นสิ่งที่อยู่ในสมอง ในความรู้สึก" ณรงค์ว่า

สำหรับชื่อเสียงและการยอมรับจากต่างประเทศที่ได้รับมา ณรงค์ว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพียงแต่ในฐานะคนไทย เขารู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อย ที่เพลงของเขา งานอันเป็นผลผลิตของคนไทยไม่เคยได้กลับมาเล่นที่ประเทศไทยเลย

""ส่วนตัวผมว่าการรับรู้ว่าได้รางวัลมันไม่สำคัญ แต่สำคัญที่คนไทยจะรู้ว่าเราทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ทุกครั้งเวลาที่ผมชนะรางวัลอะไร ผมจะบอกว่ามันไม่ใช่รางวัลของผมเสมอ แต่เป็นรางวัลของประเทศไทยและคนไทย เพราะคนไทยและเมืองไทยผมถึงแต่งเพลงได้แบบนี้"

"ไม่ใช่ว่าผมเก่ง ผมเป็นซุปเปอร์สตาร์"

"แต่เพราะผมเป็นคนไทย"